ท้าวจตุโลกบาล ตำนาน เทพ นวนิยาย จีน

ท้าวจตุโลกบาล ตำนาน เทพ นวนิยาย จีน







     ท้าวจตุโลกบาลตามความเชื่อชนชาวจีน ซึ่งในปัจจุบันนั้น มีหน้าที่ดูแลพระพุทธองค์หรือพระพุทธเจ้า โดยทั่วไปในวัดของจีนจะมีท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ยืนอารักขาอยู่ไม่ให้มีสิ่งเลวร้ายเข้ามาในเขตพุทธสถาน 

     ท้าวจตุโลกบาลมีด้วยกัน 4 องค์ ได้แก่
     ท้าวธตรฐ หรือ ทิก๊กเทียนอ๋อง ซึ่งจะทรงถือพิณเป็นอาวุธประจำกาย
     ท้าววิรุฬหก หรือ เตียงเชียงเทียนอ๋อง ทรงถือร่มเป็นอาวุธประจำกาย
     ท้าวกุเวร หรือ โต้บุ๋นเทียนอ๋อง ทรงถืองูเป็นอาวุธประจำกาย
     ท้าววิรูปักข์ หรือ กวางมักเทียนอ๋อง ทรงถือกระบี่เป็นอาวุธประจำกาย

    ซึ่งด้วยท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 องค์ จะประจำอยู่คนละทิศกันไป ซึ่งแต่ละองค์จะมีใบหน้า หน้าตาที่น่ากลัวน่าเกรงขามเพื่อไม่ให้ภูตผีปีศาจเข้ามาในเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ของวัดได้

เจ้าแม่หนี่วา ตำนาน เทพ นวนิยาย จีน

เจ้าแม่หนี่วา
เทพมารดร ชนชาวจีน
ตำนาน เทพ นวนิยาย จีน


     คราวนี้เรามาศึกษาเรื่องราวการกำเนิดมนุษยชาติตามคติความเชื่อชนชาวจีน ชนชาวจีนมีความเชื่อว่าพวกของตนและมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาจากเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่มีนามว่า หนี่วา เจ้าแม่หนี่วานี้เองที่ทรงเป็นผู้สร้างมนุษยชาติจากปั้นดินเหนียวขึ้นมา ครั้งกำเนิดโลกและสวรรค์ขึ้นมานั้น เทพมารดรหรือเทพธิดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า หนี่วา ทรงได้ลงมายังโลกมนุษย์พบ และกับบรรยากาศที่งดงาม แต่กลับมีแต่ความเงียบเหงา พระองค์จึงได้คิดและทรงหยิบดินเหนียวขึ้นมาปั้นเป็นรูปมนุษย์เพศชายและเพศหญิงขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แล้วพระองค์ก็ได้ทรงมอบชีวิตให้กับดินเหนี่ยวพวกนั้น มนุษย์จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นบนผืนแผ่นดินของโลกใบนี้นั้นเอง 

      อีกตำนานหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า เทพมารดรเจ้าแม่หนี่วาได้อภิเษกกับเทพฝูซี และได้อยู่กินกันฉันสามีภรรยา พอเทพฝูซีไปทำภารกิจหรือธุระด้านนอก เจ้าแม่หนี่วาเองเกิดความคิดถึงเทพฝูซีผู้เป็นสามีเป็นอย่างมาก และด้วยความคิดถึงจึงได้หยิบดินเหนียวก้อนหนึ่งและปั้นเป็นตุ๊กตาดินเหนียวเล็กๆ ที่มีลักษณะคล้ายเทพฝูซีทั้งหน้าตาและรูปร่าง แต่ด้วยอิทธิพลังของเทพมารดรหนี่วาที่ซึมซับสู่ตุ๊กตาดินเหนียว มันจึงได้มีชีวิตมันวิ่งไปวิ่งมาไม่หยุด เจ้าแม่จึงสงสัยและคิดได้ว่ามันไม่มีดวงตาและจะเห็นอะไรได้เหล่า เจ้าแม่หนี่วาจึ่งได้ทรงนำเม็ดทรายสีดำมาวางไว้บนใบหน้าให้เป็นดวงตาสองดวงกับตุ๊กตา เจ้าแม่ด้วยความเหงาจึงคิดชวนเจ้าตุ๊กตาดินเหนี่ยวคุยด้วย แต่มันไม่สามารถคุยได้เพราะมัน ยังไม่มีปากนั้นเอง เจ้าแม่จึงวาดปากลงบนใบหน้าให้กับมัน เจ้าแม่หนี่วาคิดว่าคราวนี้เราคงไม่เหงาอีกแล้ว แต่พระองค์ทรงตรัสอะไรไปเจ้าตุ๊กตาก็ไม่ยอมตอบกลับ เจ้าแม่ลองคิดตรึกตรองดูที่แท้มันยังไม่มีหูนี้เอง แล้วจะฟังเรารู้เรื่องได้อย่างไรกัน เจ้าแม่จึงเจาะหรือทำรูหูให้ นับจากนั้นเจ้าแม่หนี่วาก็ไม่รู้สึกเหงา พระองค์ทรงสนุกกับเจ้าตุ๊กตาดินเหนียวตัวเล็กนั้นมาก และแล้วพระองค์ก็คิดสนุกสร้างตุ๊กตาดินเหนี่ยว ที่เหมือนกันขึ้นมามากมาย ซึ่งก็มีความแตกต่างกันไป มีทั้งเด็กเล็ก ผู้ใหญ่วัยต่างๆ  คนแก่ วัยรุ่นหนุ่มสาว เพศชาย เพศหญิง พระองค์ต้องการสร้างให้มีจำนวนเยอะขึ้นมากขึ้นกว่านี้ จึงได้ใช้เส้นด้ายของตนจุ่มลงไปในดินเหนียวและสะบัด เศษดินเหนียวนั้นก็ได้เกิดขึ้นมาเป็นคนจำนวนมากมาย แต่ด้วยความไม่ประณีตและระเอียดของเจ้าแม่หนี่วา มนุษย์ที่เกิดมาในครั้งนี้จึงไม่สมบูรณ์แบบ บ้างก็พิการ บ้างก็อัปลักษณ์ คนเราจึงมีความแตกต่างกันตามความเชื่อของชนชาวจีนในตำนานนี้นั่นเอง 

เทพผานกู ตำนาน เทพ นวนิยาย จีน

เทพผานกู ตำนาน เทพ นวนิยาย จีน


ชนชาวจีนเชื่อว่า โลกและจักรวาลทั้งมวลได้เกิดขึ้นจาก เทพยักษ์ตนหนึ่ง นามว่า เทพบิดรผานกู



ตั้งแต่เริ่มแรกยังไม่มีสรรพสิ่งหรือสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น ชาวจีนจึ่งมีความเชื่อที่ว่าจักรวาลนั้น เปรียบเสมือนไข่ฟองหนึ่งนั้นเอง ซึ่งภายในเปือกไข่นั้นก็มีแต่ความมืดมิด และแล้วภายในไข่ใบนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งอาศัยอยู่นั้นคือ เทพผานกูนั้นเอง ผานกูได้อาศัยอยู่ในไข่เป็นระยะเวลามาอย่างยาวนานกว่า 18000 ปี จึงได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล เมื่อเทพบิดรผานกูได้ตื่นขึ้นมากก็พบตนเองนั้นอยู่กับความมืดมิดและความอึดอัด เทพบิดรผานกูไม่ชอบอยู่ในสภาพอย่างนี้ เขาเลยทำการทำลายหรือทลายไข่ฟองนี้ โดยใช้ขวานที่เป็นอาวุธคือกายของตนฟันฝ่าจนไข่นั้นจนแตกออกจากกันเป็นสองส่วน ละอองควันภายในไข่ใบนี้ที่ถูกกักขังมานาน ก็ได้ลอยขึ้นไปเป็นท้องฟ้าหรือผืนฟ้า และเปลือกไข่ก็จมลงจนกว่าเป็นผืนดิน ฟ้าและดินก็ได้บังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อฟ้ากับดินได้แยกออกจากกันแล้ว แต่เทพผานกูก็เอายังกลัวว่าฟ้ากับดิน จะกลับมาร่วมตัวกันอีกเป็นครั้งที่สอง และตนเองก็กลัวต้องอึดอัดอีกเป็นแน่  ผานกูจึงเอาคล่ำฟ้าโดยใช้ให้มือดันท้องฟ้าขึ้น ส่วนผืนดินใช้เท้าเหยียบไว้ เทพผานกูทำเช่นนี้เป็นรยะเวลานานกว่าหมื่นปีจนท้องฟ้าและผืนดินแยกออกจากกันอย่างถาวรแน่นอนแท้แล้ว ผานกูก็ได้หมดพลังลงหลัง จากการใช้ร่างของตนเองแยกท้องฟ้ากับผืนดินมานานกว่าหมื่นปี สุดท้ายร่างกายของเทพผานกูก็ได้กลายเป็นโลกใบนี้ ซึ่งมีผู้กล่าวไว้ว่า ร่างกายของเทพบิดรผานกูกลายเป็นโลก และส่วนต่างๆ แม้แต่อวัยวะบางอย่างของเทพผานกูก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกได้แก่

- ดวงตาทั้งสองข้างของเทพผานกูได้กลายเป็น ดวงอาทิตย์ กับ ดวงจันทร์
- เส้นผมของเทพผานกูได้กลายเป็น ดวงดาว
- กระดูกของเทพผานกูได้กลายเป็น ภูเขา
- ผิวกายของเทพผานกูได้กลายเป็น ดิน
- ไขข้อของเทพผานกูได้กลายเป็น มุก และ หยก
- เลือดของเทพผานกูได้กลายเป็น น้ำไหลไป เป็น แม่น้ำลำคลอง และ มหาสมุทร
- เหงื่อของเทพผานกูได้กลายเป็น บ่อน้ำ และ ฝน
- ลมหายใจของเทพผานกูได้กลายเป็น สายลม
- ฟันของเทพผานกูได้กลายเป็น แร่ทองคำ

รวมตำนานเทพนวนิยาย

การสร้างโลก กำเนิดซูล ตำนาน เทพ นวนิยาย กรีก โรมัน กำเนิด ตำนาน เทพ นวนิยาย กรีก โรมัน กำเนิด เทพไทแทน ตำนาน เทพ นวนิยาย กรีก โรมัน กิเลน ตำนาน สัตว์ ใน เทพ นวนิยาย โครนัส ตำนาน เทพ นวนิยาย กรีก โรมัน เจ้าแม่หนี่วา ดินแดน ตำนานเทพ นวนิยาย กรีก โรมัน ตำนาน เทพ นวนิยาย จีน ตำนานเทพนวนิยายศาสนาพราหมณ์ ตำนาน เทพ นวนิยาย สแกนดิเนเวีย ตำนาน เทพ นวนิยาย อียิปต์ ท้าวจตุโลกบาล เทพเจ้ารา เทพผานกู บทนำตำนานเทพนวนิยายกรีกโรมัน พระจันทร์ พระพฤหัส พระพุธ พระราหู พระศุกร์ พระเสาร์ พระอังคาร พระอาทิตย์ เวตาล ตำนาน สัตว์ ใน เทพ นวนิยาย สงคราม ตำนาน เทพ นวนิยาย กรีก โรมัน ครั้งที่1 สัตว์ ใน เทพ นวนิยาย ฮก ลก ซิ่ว